ใครมีเจ้านายแบบนี้บ้าง ยกมือขึ้นนนน..................... 

โรคบ้า ๆ ของหัวหน้างานและผจก. 

โรคที่ 1 : โรค ทำงานไร้เป้าหมาย 
โรคที่ 2 : โรค สั่งงานแบบไร้สติ
โรคที่ 3 : โรค ทำเป็นจริงใจ แต่ไม่จริงจัง 
โรคที่ 4 : โรค ชอบให้ทุกคนมีนิสัย (ประหลาด) เหมือนตัวเอง
โรคที่ 5 : โรค ชอบพูดว่า ประตูห้องของผมเปิดกว้างรับฟังความคิดเห็นเสมอ (แต่..
ผมไม่เคยเปิดประตูเลย)
โรคที่ 6 : โรค ชีวิตนี้ (ตู) ม! ีแต่งาน งาน งาน 
โรคที่ 7 : โรค นักสะสมความสกปรก แต่บังคับให้ลูกน้องทำ 5 ส 
โรคที่ 8 : โรค ชอบให้ความหวังลมๆแล้งๆ
โรคที่ 9 : โรค ทำตัวไร้ตัวตน (หาหัวจะปรึกษาได้ยาก) 
โรคที่ 10 : โรค หัวหน้าแผนกมาเฟีย
โรคที่ 11 : โรค ไม่มีปัญหาครับท่าน 
โรคที่ 12 : โรค เสมือนจริงใจ
โรคที่ 13 : โรค รู้ไปหมดซะทุกเรื่อง (เก่งจังเนอะ) 
โรคที่ 14 : โรคทำงาน (ลึก) ลับอะไรไม่รู้
โรคที่ 15 : โรค 'เลื่อนขั้นเหรอ' ชาติหน้าบ่าย ๆ 
! โรคที่ 16 : โรคตัดสินใจ ทำไมยากจัง! 
โรคที่ 17 : โรคแค้นฝังหุ่น
โรคที่ 18 : โรค หวงก้างไว้ทำเกลือหรือไง? 
โรคที่ 19 : โรค คลั่งไคล้การประชุม (บ้าหรือปล่าว?)
โรคที่ 20 : โรค มีลูกน้องเหมือนจะฉลาด 
โรคที่ 21 : โรค ชอบชมลูกน้องจัง! (ลูกน้องกูเก่งอยู่คนเดียวฮ่ะ!)
โรคที่ 22 : โรค ดีเป็นของตัว ชั่วเป็นของคนอื่น (แผนกอื่น) 
โรคที่ 23 : โรคชอบแทงข้างหลังคนอื่น (น่ากลัวจังเลยฮ่ะ!)
โรคที่ 24 : โรคจุ้นจ้านไปหมด! ทุกเรื่อง (คุณเป็นแม่หรือเป็นเจ้านายกันแน่?) 
โรคที่ 25 : โรคชอบเล่าเรื่องโจ๊ก (แต่มันไม่ค่อยตลกเลย..เจ้านาย!)
โรคที่ 26 : โรคเดี่ยวไมโครโฟน (บ้าน้ำลายจริงๆ จ๊ะ!) 
โรคที่ 27 : โรคฉันชอบประชุมทั้งวัน ใครจะทำไม?
โรคที่ 28 : โรคไม่ชอบประชุมเอาซะเลยกับเจ้านาย
โรคที่ 29 : โรคเก่งคนเดียว คิดคนเดียว (แต่ตอนลงมือทำ ลูกน้องเพียบ!)
โรคที่ 30 : โรคลูกน้อ! งทะเลาะกันเหรอ? ฉันไม่สนใจหรอกย่ะ 
โรคที่ 31 : โรคมีลูกน้องที่คิดว่า ตัวเองเป็น Superman 
โรคที่ 32 : โรคข้าพเจ้าถูกแต่เพียงผู้เดียว
โรคที่ 33 : โรคชอบมีไอเดียใหม่ หลังลูกน้องทำงานเสร็จ
โรคที่ 34 : โรคแอนตี้คอมพิวเตอร์ 
โรคที่ 35 : โรคลดขนาดองค์การเหรอ? อืม ตัวใครตัวมัน
โรคที่ 36 : โรคพนักงานชั่วคราวเหรอ เมินซะเถอะ!
โรคที่ 37 : โรคไม่เคยติดตามการทำงานของลูกน้อง 
โรคที่ 38 : โรคเตรียมพร้อมแปลว่าอะไร (ไม่รู้จักจริงๆ น่ะ!) 
โรคที่ 39 : โรคจมกองเอกสารแต่งานไม่คืบหน้าไปไหน 
โรคที่ 40 : โรค.....กวนเบื้องล่าง

ส่วนข้อสุดท้ายสำหรับใครหลายๆคนที่อยากเอาดีทางการวินิฉัยโรค 
โรคที่ 41 : โรคนึกว่าตัวเองเป็นคุณหมอ..

แม่กูสอน........

posted on 21 Aug 2009 15:08 by mba4rmut
เพื่อน ๆ บอกผมว่า
ทำไมมึงดูหน้าตาไม่ค่อยฉลาด แต่เรียนเก่งจังวะ
ผมบอกเพื่อนผมว่า
แม่กูสอน ให้ขยันแล้วก็ตั้งใจเรียน

เพื่อน ๆ ผมบอกว่า
ทำไมพอมึงมีตังค์ มึงชอบเอาไปทำบุญ แจกเด็ก เลี้ยงพระวะ
ผมบอกเพื่อนผมว่า
แม่กูสอน ให้รู้จักแบ่งปันคนอื่น ถึงเราจะมีตังค์น้อย
แต่ก็มีคนอื่นที่เขาลำบากกว่ าเรา

เพื่อน ๆ ผมบอกว่า
ทำไมมึงชอบเล่นกีฬา เล่นเป็นหลายอย่าง แล้วไม่เคยเห็นมึงป่ วยนอนโรงพยาบาลเลยวะ
ผมบอกเพื่อนผมว่า
แม่กูสอน ให้กูออกกำลังกาย จะได้แข็งแรง ไม่เจ็บ ไม่ป่วยง่าย ๆ
เพราะเรามีตังค์น้อย เจ็บป่วยจะลำบาก

เพื่อน ๆ ผมบอกว่า
ทำไมมึงอารมณ์ดี ไม่เครียด ไม่โกรธใครบ้างเลยหรือไงวะ
ผมบอกเพื่อนผมว่า
แม่กูสอน ให้เป็นคนอารมณ์ดี ทำให้คนที่อยู่ใกล้เรามีความสุข แล้วจะสบายใจกันทุกคน

เพื่อน ๆ ผมบอกว่า
ทำไมมึงพูดกับคนอื่น ดูสุภาพ อ่อนน้อม ทั้ง ๆ ที่เขาเป็นลุงแก่ ๆ
เป็นเด็กเสริฟอาหาร
หรือแม้แต่ขอทานที่มึงให้เศษตั งค์แล้วเขาอวยพรให้มึง ทำไมมึงต้องขอบคุณขอทานวะ
ผมบอกเพื่อนผมว่า
แม่กูสอน ให้พูดดี ๆ กับทุกคน ไม่ว่าเขาจะเป็นใคร เราพูดดี ๆ กับเขา
เขาก็จะได้พูดดี ๆ กับเรา

เพื่อน ๆ ผมบอกว่า
ทำไมพี่ ๆ น้อง ๆ มึงตั้งหลายคน ทำไมรักใคร่กันดี ไม่เคยทะเลาะกันเลยวะ
ผมบอกเพื่อนผมว่า
แม่กูสอน ให้พี่น้องรักกันทุกคน เพราะหมากับแมวที่อยู่บ้านเดี ยวกัน มันยังรักกันได้
ทำไมพี่น้องกัน จะรักกันไม่ได้

เพื่อน ๆ ผมบอกว่า
ทำไมมึงถึงรักชาติ รักแผ่นดิน รักในหลวง มากมายนักวะ
ผมบอกเพื่อนว่า
แม่กูสอน ให้กูสำนึกถึงบุญคุณของแผ่นดิน บุญคุณของพระมหากษัติรย์ ทุกพระองค์
แม่กูสอน ให้กูรู้จักคำว่า จงรักภักดี ตั้งแต่กูยังไม่รู้ความหมาย
จนทุกวันนี้ กูรู้แล้วว่า
คำว่า จงรักภักดี นั้น ยิ่งใหญ่เพียงใด

เพื่อน ๆ ผมบอกว่า
ทำไมแม ่มึงถึงสอนอะไรมึงมากมายจั งเลยวะ
ผมบอกเพื่อนว่า
ที่กูเป็นกูอยู่จนทุกวันนี้ ก็เพราะ ' แม่กูสอน '
แม่กูสอนอะไร กูทำตามแม่กูสอนทุ กอย่าง
มีอย่างเดียวที่แม่กูไม่ได้สอน แต่กูทำ แล้วกูทำมาตั้งแต่เด็กแล้ว
แม่กูไม่ได้สอนให้รักแม่ แต่......กูรักแม่ว่ะ

ใครไม่รัก..................กู รัก
จะทำอย่างไรเมื่อยางรถระเบิดขณะขับรถอยู่ 
มีประโยชน์มาก และช่วยกันส่งต่อด้วยนะ ขับรถให้ปลอดภัย 


กรณีที่ 1 
เมื่อยางรถระเบิดขณะขับรถยางระเบิดในขณะขับรถ 
มีข้อแนะนำให้ปฏิบัติดังนี้ 
1. มือทั้งสองต้องจับอยู่ที่พวงมาลัยอย่างมั่นคง 
2. ถอนคันเร่งออก 
3. ควบคุมสติให้ดีอย่าตกใจมองกระจกหลังเพื่อให้ทราบว่ามีรถใดตามมาบ้าง 
4. แตะเบรกอย่างแผ่วเบาและถี่ๆ อย่าแตะแรงเป็นอันขาด เพราะว่า จะทำให้รถหมุน 
5. ห้ามเหยียบคลัตช์โดยเด็ดขาดเพราะถ้าเหยียบคลัตช์รถจะไม่เกาะถนนรถจะลอยตัวและจะทำให้บังคับรถได้ยากยิ่งขึ้น 
  อาจเสียหลักเพราะการเหยียบคลัตช์เป็นการตัดแรงบิดของเครื่องยนต์ ให้ขาดจากเพลา 
6. ห้ามดึงเบรกมืออย่างเด็ดขาด จะทำให้รถหมุน 
7. เมื่อความเร็วรถลดลงพอประมาณแล้วให้ยกเลี้ยวสัญญาณเข้าข้างทางซ้ายมือ 
8. เมื่อความเร็วลดลงระดับควบคุมได้ ให้เปลี่ยนเกียร์ต่ำลงและหยุดรถ 
   
     ข้อสังเกตเมื่อยางระเบิดคือ ไม่ว่ายางด้านใดจะระเบิดล้อหน้าหรือล้อหลังก็ตาม เมื่อระเบิดด้านซ้าย รถก็จะแฉลบไปด้านซ้ายก่อน แล้วก็จะสะบัดกลับ และสะบัดไปด้านซ้ายอีกที สลับกันไปมา และในทำนอง ตรงกันข้ามหากระเบิดด้านขวาอาการก็จะกลับเป็นตรงกันข้าม อุบัติเหตุร้ายแรงที่เกิดขึ้นส่วนมากก็คือ หากขณะยางระเบิดรถวิ่งอยู่ที่ความเร็วสูงมากๆ   พอยางระเบิดขึ้นมารถก็จะกลิ้งทันที ทำอะไรไม่ได้ ดังนั้นการขับรถที่ใช้ความเร็วสูงๆ จึงมักจะแก้ไขอะไรในเรื่องนี้ไม่ได้ เพื่อเป็นการป้องกันอุบัติเหตุร้ายแรงที่จะเกิดขึ้น ในขณะขับรถ จึงไม่ควรขับรถเร็ว ( ความเร็วทีถือว่าปลอดภัยใน DEFENSIVE DRIVING คือ ความเร็วไม่เกิน 100   กิโลเมตร ต่อชั่วโมง)   

  
กรณีที่ 2 เมื่อรถตกน้ำ 
  ในกรณีที่รถเกิดอุบัติเหตุแล้วตกลงไปในแม่น้ำ ลำคลองใดๆ ก็ตาม รถจะไม่ตกลงไปใน น้ำแล้วจมทันที เหมือนหิน ตกน้ำ 
แต่จะค่อยๆ จมลงทีละน้อยๆ จนกว่าจะถึง พื้นล่างและในนาทีวิกฤตนี้ 
  
  
ควรตั้งสติให้ดี และปฏิบัติดังต่อไปนี้ 
1. ปลด SAFETY BELT ออกทุกๆคน รวมทั้งผู้โดยสารด้วย 
2. อย่าออกแรงใดๆ เพื่อสงวนการใช้อากาศหายใจซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนจำกัด 
3. ให้ยกส่วนศีรษะให้สูงเหนือระดับน้ำที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้นในรถ 
4. ปลดล็อกประตูรถทุกบาน 
5. หมุนกระจกให้น้ำไหลเข้าในรถเพื่อปรับความดันในรถและนอกรถให้เท่ากัน มิฉะนั้นท่านจะเปิดประตูรถไม่ออก  เพราะน้ำจากภายนอกตัวรถจะดันประตูไว้ 
6. เมื่อความดันใกล้เคียงกันแล้วให้ผลักบานประตูออกให้กว้างสุด แล้วท่านก็ออกจากห้องโดยสารของรถได้ 
7. จากนั้นท่านอาจจะปล่อยตัวให้ลอยขึ้นเหนือน้ำตามธรรมชาติ หรือจะว่ายน้ำขึ้นมาก็ได้ 
  

  
  ในกรณีนี้หากน้ำลึกมากๆ อาจจะมองไม่เห็นว่าทิศใดเหนือน้ำ ทิศใดใต้น้ำเพราะว่า มืดไปหมด ไม่ควรใช้วิธีว่ายน้ำ เพราะอาจจะว่ายไปในทิศทางที่ไม่ขึ้นเหนือน้ำ กรณีเช่นนี้ควรปล่อยตัวให้ลอยขึ้นตามธรรมชาติ   หรือลองเป่าปากดูว่าฟองอากาศลอยไปในทิศทางใด ให้ว่ายน้ำไปในทิศทางที่ฟองอากาศลอยไป ก็จะไม่มีอาการหลงน้ำ
นอกจากนั้นก่อนออกจากรถหากท่านมีผู้โดยสารที่เป็นเด็กๆ อาจจะหนีบเด็กๆ นั้นออกมากับท่านได้อีกหนึ่งคน ดังนั้นหากท่านปฏิบัติตามวิธีการเหล่านี้ ก็จะช่วยให้ชีวิตของท่านปลอดภัยได้ในยามคับขัน